กิลิ ลังกันฟูชิ (Gili Lankanfushi) ลักซัวรี่รีสอร์ท รักสิ่งแวดล้อม บนเกาะสวรรค์กลางมัลดีฟส์

กิลิ ลังกันฟูชิ (Gili Lankanfushi) ลักซัวรี่รีสอร์ท รักสิ่งแวดล้อม บนเกาะสวรรค์กลางมัลดีฟส์

 

เชื่อว่ามัลดีฟส์เป็นเกาะที่หลายคนๆ คงอยากไปสัมผัสซักครั้งในชีวิต เพราะด้วยภาพถ่ายที่พบเห็น ทำให้เรามักจินตนาการเสมือนดินแดนสวรรค์ ด้วยหาดทรายขาว ตัดกับน้ำทะเล และท้องฟ้าใส ยิ่งถ้าหากได้มองลงมาจากเครื่องบินด้วยแล้ว คงมีความสุขไม่น้อย ใครจะไปคิดว่าส่วนตัวเราเอง ดันมีโอกาสได้ไปเกือบทุกๆปี (แบบไม่ได้ตั้งใจ) เพราะที่นี่มักจะมีรีสอร์ทใหม่ๆ เปิดกันอย่างต่อเนื่อง จึงได้โอกาส ไปเปรียบเทียบความพิเศษของแต่ละที่ ซึ่งมีจุดเด่นแตกต่างกันไป

 

 

 

บินไปมัลดีฟส์ทีไร เราก็ไม่ลืมนึกถึงสายการบินคู่ใจ ที่ใช้บริการเสมอทุกครั้ง เพราะบางกอกแอร์เวย์ส เค้าเป็นสายการบินแรกในเมืองไทย ที่สามารถบินตรงไปลงที่เกาะมัลดีฟส์ได้เลยแบบไม่ต้องต่อเครื่องให้เสียเวลา พร้อมด้วยบริการอาหารว่างรองท้องก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งแค่เราทานข้าวต้มมัดเบาๆ ที่เลานจ์ของแอร์ไลน์ก็แทบจะอิ่มก่อนออกเดินทางแล้ว นี่จึงเป็นบริการเสริมที่ทำให้เราติดใจมาโดยตลอด

 

 

 

แน่นอนว่าสายกินอย่างเรา ต่อให้ทานเบาๆ มาจากเลานจ์ที่สนามบินแล้ว เรายังทานต่อได้!!! แม้ว่าจะแอบหลับเป็นช่วงๆ พอมีของมาเสิร์ฟเราก็พร้อมจะทานต่อได้ทันที ทานไม่รู้ตัวจนกระทั่งได้เห็นหมู่เกาะน้อยใหญ่ กระจายอยู่เต็มช่องหน้าต่างด้านข้าง เป็นสัญญาณบอกว่า เรามาถึงเกาะสวรรค์แล้ว 

 

 

 

หลังจากเดินออกจากสนามบินก็พบกับพนักงาน Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) ถือป้ายชื่อเราต้อนรับอยู่ข้างหน้า พร้อมกับวางป้ายไม้ไว้บนกระเป๋าเดินทางเราทันที จากนั้นจึงพาเราไปลงเรือ พร้อมกับแนะนำรายละเอียดรีสอร์ท และหยิบถุงผ้าที่มีคำว่า “No News No Shoes” ขึ้นมาเพื่อเก็บรองเท้าของเราไว้ .. ใช่แล้ว ที่นี่อดีตเคยเป็นรีสอร์ทในเครือโซเนว่า และ ซิกเซ้นส์มาก่อน จึงมีแนวคิดเรื่องของการ “เดินเท้าเปล่า” เพื่อให้เราได้สัมผัสกับพื้นทราย และเสมือนตัดขาดจากโลกภายนอก ปิดการรับรู้ ให้ได้พักผ่อนกับธรรมชาติรอบตัวจริงๆ สมัยก่อนจึงไม่เคยมีทีวีในรีสอร์ทนี้ 

 


 

ผ่านไปไม่ถึง 20 นาที เราก็มาถึงดินแดนในฝัน กับภาพเบื้องหน้าของชายหาดสีขาว ที่ตัดกับท้องฟ้า และผืนน้ำสีคราม GM. กิลิ ลังกันฟูชิ พร้อมกับพนักงานต่างรอต้อนรับเราที่ท่าเรือ ก่อนที่คุณมิกิสาวญี่ปุ่นซึ่งเป็น Ms.Friday หรือบัทเลอร์ส่วนตัวของเรา จะพาเราไปแนะนำโซนต่างๆ ในรีสอร์ท และเช็คอินน์เข้าห้องพักซึ่งเป็นวิลล่ากลางทะเล

 

 

 

Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) นับเป็นรีสอร์ตกลางทะเลยอดนิยมแห่งมัลดีฟส์ เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2012 ได้ปิดให้บริการไปในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อทำการตกแต่งด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบแนวใหม่ และโปรแกรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แต่คงไว้ซึ่งความเรียบง่าย และเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ ตามแนวคิดอันยั่งยืน

 

 

 

Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) ออกแบบวิลล่าที่พักด้วยพื้นที่พักผ่อนแบบเปิดโล่งรับสายลมธรรมชาติ ระเบียงพักผ่อนบนหลังคา และลานพักผ่อนส่วนตัวที่เชื่อมต่อสู่ลากูน ภายในห้องพักทั้งแบบเรสซิเดนซ์ และวิลล่า ซึ่งบางหลังจะมีสระว่ายน้ำส่วนตัวอีกด้วย

 

 

 

หลังจากเราใช้เวลาพักผ่อนภายในวิลล่า และวิ่งวนถ่ายรูปได้กว่า ร้อยรูปแล้ว ก็ถึงเวลาดินเนอร์ซึ่งที่นี่จะใช้เวลารีสอร์ท นั่นคือ เวลาของ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) จะเร็วกว่าเวลาปกติของมัลดีฟส์ 1 ชั่วโมง จึงถึงเวลาไปที่ร้านอาหารซึ่งวันนี้มี Welcome Drink เครื่องดื่มรับรอง พร้อมการแสดงจากคนพื้นเมืองริมหาด ให้เราดูก่อนเริ่มรับประทานอาหาร

 

 


 

ใกล้ๆ กับร้านอาหารจะมีโป๊ะยื่นออกไปข้างนอก เป็นมุมเล็กๆ สำหรับนั่งๆ นอนๆ เล่นเรียกว่า Overwater Bar บริเวณนี้นับว่าเป็นอีกจุดหนึ่ง ที่สวยงามเหมาะสำหรับมานั่งเฝ้าชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมจิบเครื่องดื่มเบาๆ ก่อนทานอาหารเย็น

 

 




 

อาหารเย็นวันนี้นอกจากสามารถสั่งเองได้จากเมนูแล้ว ยังมีมุมบุฟเฟ่ต์ให้เลือกตักเองได้ และที่พิเศษคือ จะมีบาร์บีคิวเนื้อหลากหลายประเภทให้เราเลือกเองได้จากเชฟ

 

 

 

เวลาของ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) นั้นตั้งให้เร็วกว่ามัลดีฟส์ 1 ชั่วโมง เสียงโทรศัพท์ตั้งปลุกจากเมื่อคืนดังขึ้นมา เพื่อให้เราลุกจากเตียงไประเบียงหน้าวิลล่า ดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่กลับยังไม่ถึงเวลา ท้องฟ้ายังมืดไปหน่อย ต้องคอยอีกซักพักใหญ่ๆ เราจึงได้เห็นฟ้าวันใหม่ที่งดงาม

 

 

 

ชมพระอาทิตย์ขึ้น ได้รูปพอสมควรแล้ว จึงอาบน้ำ แต่งตัว และมุ่งหน้าไปทานมื่อเช้า ซึ่งในไลน์อาหารของ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) ที่เราชอบมากๆ คือมี ช็อคโกแล็ต, โยเกิร์ต, ชีส, ธัญพืช, Corn Flakes, น้ำผึ้ง และแยมให้เลือกมากมาย พร้อมกับสปาร์คกลิ้งไวน์ ซึ่งมีให้บริการเองในมื้อเช้า นั่งที่โต๊ะบนพื้นทราย พร้อมวิวอันงดงามเบื้องหน้า แถมบางทียังเจอนกเจ้าถิ่นเดินแวะเวียนมาทักทายอีกด้วย

 

 

 

อิ่มจากมื้อเช้าแบบหนักๆ และใช้เวลาชิลล์ๆ เดินย่อยรอบๆ เกาะก็ถึงเวลานัดหมาย ที่ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) มีโปรแกรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมรูปแบบใหม่ที่ผสานบริการเพื่อการพักผ่อนระดับหรูท่ามกลางบรรยากาศที่สงบเงียบจาก มีรา สปา (Meera Spa) ซึ่งมีทั้งโปรแกรมโฮลิสติก ฮีลลิ่ง (Holistic Healing) แผนการดูแลสุขภาพแบบ 5 คืน สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สปาที่ล้ำลึกเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย และมอบเคล็ดลับการรักษาความอ่อนวัยอย่างเป็นธรรมชาติ โดยโปรแกรมเริ่มต้นด้วยการพูดคุยปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญ คลาสโยคะประจำวัน คลาสฝึกการหายใจ ทรีทเมนต์ชั้นเลิศ และเวิร์กช็อปการทำน้ำมันหอมระเหยเพื่อเป็นของที่ระลึกนำกลับบ้าน

 

 

 

เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องนวดน้ำมัน ต้องตะลึงกับบรรยากาศเบื้องหน้า นั่นคือวิวของทะเลสีคราม อยู่ข้างๆเตียงนอน และที่สำคัญคือ ขณะที่เราก้มหน้านอนคว่ำ เราก็ได้พบกับน้ำใสๆ อยู่เบื้องหน้า พร้อมเสียงคลื่นลม ประสานกับสัมผัสจากมือของเทอร์ราปิสต์ตลอดช่วงเวลาที่นวดสปาแบบ หลับๆ ตื่นๆ จนเมื่อนวดสปาเสร็จพนักงานจึงพาเรามานั่งพักดื่มน้ำ ผ่อนคลายด้านนอก

 

 

 

Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) ได้เพิ่มเติมห้องพักรูปแบบใหม่เข้ามา หลังจากกลับมาเปิดให้บริการโฉมใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อย่าง ห้องแฟมิลี่วิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำ ซึ่งประกอบด้วยห้องนอนหรู 2 ห้อง สระว่ายน้ำส่วนตัวเพื่อให้เด็กๆ ได้สนุกสนานท่ามกลางสายลม และแสงแดดกันอย่างเต็มที่ พื้นที่ระเบียงบนหลังคาสำหรับการพักผ่อน กิจกรรมสันทนาการ และรับประทานอาหาร รวมถึงห้องนั่งเล่นซึ่งตั้งยู่เหนือลากูนซึ่งเชื่อมต่อถึงกันด้วยทางเดินที่ปลอดภัย

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีห้องพักแบบไพรเวตรีเสิร์ฟ ขนาด 1,700 ตารางเมตร เป็นห้องพักประเภทใหม่ เหมาะสำหรับมากันเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งนับเป็นห้องพักเหนือน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ห่างจากฝั่ง 500 เมตร จึงต้องนั่งเรือส่วนตัวจากรีสอร์ทมาที่วิลล่านี้ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ประกอบด้วย ห้องนอนขนาดใหญ่พิเศษ 4 ห้อง ห้องชมภาพยนตร์ส่วนตัวแบบเปิดโล่ง ห้องสปาส่วนตัว ห้องออกกำลังกายปรับอากาศ สระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้พูล และสไลเดอร์ 2 ชั้นที่ทอดตัวลงสู่น้ำทะเล

 

 

เพื่อให้บรรยากาศภายในห้องพัก และธรรมชาติโดยรอบผสานรวมกันอย่างกลมกลืน Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) เน้นตกแต่งโดยใช้โทนสีธรรมชาติที่อบอุ่น ของสิ่งทอจากเส้นใยธรรมชาติในท้องถิ่น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทั้งภายในวิลล่า และด้านนอกถูกผลิตขึ้นใหม่โดยใช้แรงงานช่างฝีมือในพื้นที่ เน้นการใช้วัสดุอัพไซเคิลหลายชนิด

 

อีกกิจกรรมที่เราไม่เคยพลาดทุกทริปของการเดินทางมามัลดีฟส์ นั่นคือ การออกไปล่องเรือ ลุ้นหาโลมาช่วงเย็น เพราะเค้าว่ากันว่า ไม่ใช่ทุกวันที่จะมีโอกาสได้เจอโลมา แต่ส่วนตัวเราเอง แม้จะเจอโลมาทุกครั้ง ก็ยังชอบร่วมกิจกรรม Sunset Dolphin Cruise นี้อีก เราใช้เวลาบนเรือ Dhoni ซึ่งเป็นเรือแบบฉบับของมัลดีฟส์ ประมาณ 2 ชั่วโมง รวมเดินทางไป - กลับ โดยออกจากรีสอร์ทประมาณ 16.00 น. ระหว่างเดินทางก็ทำให้เราลุ้นหายใจไม่ทั่วท้อง ว่ามาครั้งนี้จะได้เจอฝูงโลมาอย่างที่ตั้งใจมั้ย พร้อมกับเพื่อนบ้าน เรือรีสอร์ทอื่นที่ล่องข้างๆ ก็ส่งเสียงเชียร์กันจนเจอ (หลายครั้ง) เมื่อถึงเวลาอาทิตย์เริ่มจะลับ เรือจึงหันหัวกลับมุ่งหน้าสู่รีสอร์ท เจ้าหน้าที่เรือ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) จึงนำแชมเปญ และ canapes มาเสิร์ฟให้เราบนชั้นดาดฟ้า นอนรับลม พร้อมวิวอาทิตย์อัสดงอันงดงาม

 

 

นอกจากที่ Gili Lankanfushi (กิลิ ลังกันฟูชิ) จะมีร้านกาชิเวลิ (Kashiveli) ให้เราได้ฝากท้องกันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งร้านอาหารระดับซิกเนเจอร์ของรีสอร์ต ที่ตั้งอยู่ติดชายหาดบริเวณเดียวกับฟิตเนส อย่างร้านอาหารญี่ปุ่น By the Sea ซึ่งสรรหาวัตถุดิบบนแนวทางที่ยั่งยืน โดยนำผัก พืชสมุนไพร ที่เพาะปลูกในสวนภายในรีสอร์ท มาใช้ปรุงเป็นเมนูอาหารอีกด้วย เราสามารถเลือกจองโต๊ะล่วงหน้ากับ บัทเลอร์ หรือ Mr.Friday ของเราได้ว่าอยากจะนั่งโต๊ะมุมไหน มีทั้งมุมซูชิ, เทปันยากิ ส่วนตัวกับเชฟ หรืออยากนั่งสบายๆ บนพื้นแบบญี่ปุ่นพร้อมชมวิวทะเลก็ได้ทั้งนั้น

 

 

 

เวลา 3 คืน 4 วัน ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่ามามัลดีฟส์แต่ละครั้ง เราจะไม่ได้เปลี่ยนโรงแรมนอน, นั่งรถไฟ, ขับรถข้ามเมือง, ช้อปปิ้ง สัมผัสประสบการณ์แบบที่ไปประเทศอื่นๆ แต่กลับไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อ เพราะทุกครั้งที่เรามาที่นี่ เราตั้งใจที่จะพักผ่อน ให้เวลากับตัวเอง ไม่ต้องเร่งรีบกับโปรแกรม หรือกิจกรรมต่างๆ ใช้เวลาช้าๆ อยู่กับตัวเอง และมองสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ปีละครั้งก็ยังดี เราจะมีโอกาสบินกลับมาที่นี่อีกเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ เพราะทุกครั้งที่มาก็มักจะไม่ได้แพลนล่วงหน้า แต่ถ้ารู้ว่าจะได้มาเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะแพ็คกระเป๋าทันที !!

 

 

 

อัตราห้องพักของ กิลิ ลังกันฟูชิ เริ่มต้นที่ 1,440 ดอลลาร์ต่อคืน สำหรับผู้เข้าพัก 2 ท่าน โปรแกรมการดูแลสุขภาพ เริ่มต้นที่ 1,443 ดอลลาร์ต่อคืน www.gili-lankanfushi.com สำหรับผู้โดยสารของบางกอกแอร์เวย์สทุกท่าน สามารถใช้บริการห้องรับรองผู้โดยสารบูทีคเลาจน์ ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และฟรีน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ www.bangkokair.com หรือ Call Center โทร.1771